เรื่อง: ขาว-ดำ

ซาซา กาบอร์ เคยเป็นหนึ่งในสาวสวยที่สุดของฮอลลีวู้ด เคยสวมมงกุฎนางงามที่บ้านเกิดประเทศฮังการีตั้งแต่อายุ 19 ปี เธอมีเสน่ห์ดึงดูดใจชายคล้ายแม่เหล็ก ไม่ว่านักการทูต นักแสดง หรือนักอุตสาหกรรม ล้วนสยบอยู่แทบฝ่าเท้าของเธอ และเธอรู้วิธีการหว่านเสน่ห์เพื่อความก้าวหน้าทั้งในงานอาชีพและชีวิตส่วนตัว สามี 9 คนในชีวิตของเธอนั้น 8 คนนำพาความร่ำรวยมาให้เธอ กระทั่งเธอได้สมญานามว่าเป็น โสเภณีราคาแพงที่สุดนับตั้งแต่มาดาม เดอ ปอมปาดัวร์

‘Moulin Rouge’ (1952) ภาพยนตร์แจ้งเกิดของเธอ

 
อายุที่แท้จริงของซา ซา กาบอร์คือความลับ

ดาราฮอลลีวู้ดผู้โด่งดังเสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยวัยที่คาดเดากันว่าน่าจะ 99 ปี ภายในบ้านพักของเธอที่เบเวอร์ลี ฮิลส์ อายุที่แท้จริงของกาบอร์ หรือชื่อจริง ซูซานนา ซารี กาบอร์ ยังเป็นความลับเหมือนเช่นสีผมบลอนด์ของเธอ แต่ที่แน่ๆ เธอลืมตาขึ้นดูโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะยุติ ซึ่งคาดเดากันว่าน่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ปี 1917 เป็นลูกสาวคนที่สองของครอบครัวทหารที่มีลูกสาว 3 คน เธอเติบโตขึ้นในบูดาเปสต์ มีความใฝ่ฝันตั้งแต่วัยแรกรุ่นว่า เธอจะใช้ชีวิตเฉกเช่นเจ้าหญิง ที่งดงาม น่าพิศวง และที่สำคัญต้องร่ำรวย

ความงดงามนั้นเธอมีอยู่แล้วเป็นทุน ทว่ายังไม่น่าพิศวง และยังไม่ร่ำรวย นั่นทำให้เธออยากเปลี่ยนชีวิตอย่างเร่งด่วน ซาซาใฝ่ฝันถึงชีวิตในฮอลลีวู้ด บันไดเพื่อปีนป่ายสู่จุดหมายของเธอคือ สามีคนแรก เบอร์ฮาน เบลเก สามีทูตชาวเติร์ก ซึ่งเธอแต่งงานด้วยในปี 1937 ต้องขอบคุณหนังสือเดินทางทูตที่ทำให้เธอสามารถหลีกหนีความโกลาหลของสงครามไปยังสหรัฐได้ในปี 1941 เมื่อไปถึงที่หมาย และความมุ่งหมายแล้ว เธอจึงหย่าจากเบลเก ก่อนหันไปตกปลาตัวใหญ่…เจ้าของโรงแรม คอนราด ฮิลตัน

 

กาบอร์ช่วงปี 1952 กับคติ ‘สามี สามี สามี’

กาบอร์กับบุตรสาวคนเดียวของเธอ-ฟรานเชสกา ฮิลตัน ภาพจากปี 1953

 

ซาซา กาบอร์มีลูกสาวหนึ่งคนกับคอนราด ฮิลตัน

กาบอร์มีศิลปะในการโน้มน้าวใจชายอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทำความรู้จักกันครั้งแรก เธอก็บอกกล่าวกับฮิลตัน ว่าเธอจะแต่งงานกับเขา ปี 1942 แค่เพียงปีเดียวหลังจากเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา เสียงระฆังวิวาห์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฮิลตันไม่เพียงแค่เป็นขุมสมบัติ หากยังเป็นผู้เปิดประตูให้เธอเข้าสู่สังคมชั้นสูงของอเมริกา หลังจากให้กำเนิดบุตรสาวคนเดียวของเธอ-ฟรานเชสกา ในปี 1947 แล้ว กาบอร์ก็เริ่มทำความใฝ่ฝันที่สองให้เป็นจริง นั่นคือ การมีชื่อเสียง โอกาสที่ดีของเธอมาถึงในปี 1951 เมื่อเธอได้รับเชิญไปออกรายการทอล์กโชว์ ‘Bachelor’s Haven’ และเธอก็ใช้โอกาสที่ดีนั้นให้เป็นประโยชน์

เมื่อพิธีกรเอ่ยถามเธอเกี่ยวกับเครื่องประดับเพชรชิ้นโต เธอพูดตอบเขาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงฮังกาเรียน “โอ…ที่รัก นี่เป็นแค่เครื่องเพชรชุดทำงานของฉันเท่านั้นเอง” ประโยคดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้พิธีกรหนุ่มอ้ำอึ้ง หากมันฉุดคะแนนความนิยมชมชอบในตัวกาบอร์จากผู้ชมด้วย ยิ่งพิธีกรพุ่งประเด็นไปที่ความงดงามของใบหน้าและนัยน์ตาที่เปล่งประกายของเธอด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นมา กระทั่งแมวมองของฮอลลีวู้ดต่างพากันจดจ้องมาที่เธอ และต่อมาก็ทยอยกันมาเสนอบทให้เธอแบบไม่ขาดสาย

ซาซากลายมาเป็นดารา แม้ว่าไม่ได้มีความสามารถด้านการแสดงก็ตาม เธอมีโอกาสเล่นหนังมากกว่า 50 เรื่อง และเรื่องที่โด่งดังที่สุดในชีวิตการแสดงของเธอคือ ‘Moulin Rouge’ (1952) ครั้งหนึ่งเคยมีนักข่าวเขียนบทความเกี่ยวกับเธอ กล่าวถึงการแสดงครั้งที่ดีที่สุดของเธอเกิดขึ้นภายในศาล เมื่อปี 1954 ตอนที่เธอฟ้องหย่าจอร์จ แซนเดอร์ส-นักแสดงชาย สามีคนที่ 3 ครั้งนั้นเธอสวมสีดำทั้งชุด พูดสะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า ระบายความทุกข์โศกต่อหน้าผู้พิพากษา ซึ่งได้ผล เพราะกาบอร์ได้ผลประโยชน์จากการหย่าจำนวนไม่น้อยทีเดียว

 

ซาซา กาบอร์ระหว่างทศวรรษ’60 ที่เฟื่องฟู

 

ดาราสาวได้รับค่าชดเชยจากการหย่าจำนวน 320 ล้านดอลลาร์

“เพื่อนชายที่ดี่ที่สุดของผู้หญิงคือทนายคดีหย่าร้างที่ดี” กาบอร์เคยกล่าวเช่นนั้น และ “ฉันเป็นแม่บ้านที่เก่งคนหนึ่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันแยกทางกับผู้ชายสักคน บ้านหลังนั้นควรจะเป็นของฉัน” ซึ่งเธอก็ได้ครอบครองบ้านของบรรดาสามี ตั้งแต่คนที่ 4 จนถึงคนที่ 7 …เฮอร์เบิร์ต ฮัตเนอร์-นักอุตสาหกรรม โจชัว เอส. คอสเดน-ทายาทเศรษฐีน้ำมันแห่งเท็กซัส แจ็ก ไรอัน-ผู้ร่วมคิดค้นตุ๊กตาบาร์บี้ และไมเคิล โอ’ฮารา-ทนายความ ส่วนชีวิตคู่ครั้งที่ 8 กับขุนนางสเปน-เฟลิเป เดอ อัลบา ทะเบียนสมรสเป็นโมฆะ เหตุเพราะในปี 1982 ที่จดทะเบียนสมรสนั้น เธอยังไม่ได้หย่าขาดจากโอ’ฮารา เหมือนกับสามีอีกหลายคนที่เธอแต่งงานและหย่าร้างในเวลาที่เหลื่อมกัน

ในการหย่าแต่ละครั้ง ซาซา กาบอร์ได้รับค่าชดเชยจำนวนไม่น้อย คาดเดากันว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเธอน่าจะมีทรัพย์สินจากการหย่าร้างมากกว่า 320 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับราคาแพงและอสังหาริมทรัพย์ ทว่าในปี 2008 เธอต้องสูญเสียทรัพย์สินไปราว 20 ล้านดอลลาร์จากการฉ้อฉลของนักการเงินชื่อ เบอร์นี เมดอฟฟ์ 

 

สาวงามในอ่างน้ำ ปี 1966

 
ซาซา กาบอร์สมรสกับเฟรเดอริก เจ้าชายแห่งอันฮาลต์ สามีคนที่ 9

เจ้าชายกำมะลอจากเยอรมนี ซึ่งได้ราชสกุลจากซื้อ กลายมาเป็นสามีของกาบอร์ในปี 1986 ว่าแต่ทำไมจู่ๆ เธอจึงแต่งงานกับผู้ชายไม่มีฐานะ? คำตอบง่ายๆ ก็คือ เธอฝักใฝ่ในบรรดาศักดิ์ของเขา เธอชอบกับการที่มีใครเรียก ‘Her Royal Highness’ ที่ดูเหมือนเธอยังขาดอยู่ ในภาพถ่ายหลายภาพเธอโพสท่าอยู่เคียงข้างเฟรเดอริก ซึ่งแต่งชุดเครื่องแบบอลังการ ขณะที่เธอมีเข็มกลัดฐานะเจ้าหญิง และแทนที่เธอจะสลัดเขาให้พ้นจากตัวหลังจากใช้ชีวิตคู่อยู่เพียงไม่กี่ปี…เหมือนเช่นสามีคนอื่นๆ ในปี 1991 เธอกลับบันทึกลงในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองว่า เขาจะเป็นสามีคนสุดท้ายของเธอ “เฟรเดอริกเป็นผู้ชายแกร่ง ฉันเคารพเขาในข้อนี้ ฉันต้องการผู้ชายสักคนที่คอยชี้นำฉัน ไม่เช่นนั้นแล้วฉันก็จะปฏิบัติต่อเขาอย่างที่ฉันต้องการ และจะไม่ไยดีเขา เพราะเขาไม่ควรค่าแก่การไยดี” กาบอร์อธิบาย

“ตอนเริ่มแรกมันคือการแต่งงานแบบมีนัยยะ แน่อยู่แล้วละว่า เราต่างคนต่างสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย” เฟรเดอริก ฟอน อันฮาลต์ กล่าวให้สัมภาษณ์ในปี 2005 กาบอร์ต้องการบรรดาศักดิ์ ส่วนเขาต้องการเงิน แต่แล้วชีวิตคู่แบบมีนัยยะกลับพัฒนาไปสู่ความรักใคร่ชอบพอ ที่ยืนยาวไปตราบกระทั่งเธอเสียชีวิต เฟรเดอริกเคยช่วยเหลือดูแลหลังจากที่เธอประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2002 ซึ่งครั้งนั้นเธอมีสภาพพิการไปครึ่งตัว และเมื่อเธอล้มเส้นเลือดในสมองแตกในปี 2005 เจ้าชายกำมะลอ ซึ่งขณะนั้นมีชื่อถือครองเงินในบัญชีและทรัพย์สินของเธอทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ได้ส่งตัวเธอเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาล หากคอยดูแลเธอ เพื่อให้เธอได้ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยกันกับเขาในบ้านที่เบเวอร์ลี ฮิลส์

นั่นคือบทสุดท้ายของชีวิตที่โลดโผน ทั้งกับสามีหลายคน และความสัมพันธ์หลากวาระ ซึ่งมาจบลงตรงผู้ชายคนหนึ่ง คนที่บางทีเธออาจไม่ได้รักใคร่จริงจัง แต่ทว่าเธอเคารพและไว้เนื้อเชื่อใจ

เป็นจุดจบสวยงามสำหรับชีวิตที่หมกมุ่นวุ่นวายของเธอ

ฉากบนเตียงกับโทนี เคอร์ติสในภาพยนตร์เรื่อง ‘Drop Dead Darling’ (1966)

ซาซา กาบอร์ในช่วงบั้นปลายชีวิต

กาบอร์ กับเฟรเดอริก ฟอน อัลฮาลต์-ผู้ชายคนสุดท้ายในชีวิต

Facebook Comments