เรื่อง: บาบูนลูนนี่

               หลังการเปิดเผยข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เกี่ยวกับตัวเลขของประชากรโลกที่เสี่ยงต่อการโดนจักรกลแย่งงานภายในปี 2020 มีมากถึง 5 ล้านตำแหน่ง อันเป็นผลพวงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution) สอดคล้องกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในปี 2013 ระบุว่า อีก 10-20 ปีข้างหน้าจักรกลจะเข้ามายึดตำแหน่งงานของชาวอเมริกันกว่า 50% ตามด้วยรายงานการวิจัยของ Rice University ที่ระบุว่า อีก 30 ปีข้างหน้าปัญญาประดิษฐ์หรือ ‘AI’ (Artificial Intelligent) จะเข้ามาทำงานแทนที่ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์กังวลกับวิกฤตการว่างงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หากปล่อยให้จักรกลเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ เช่นเดียวกับ 9 อาชีพจากนี้ที่ปัจจุบันโดนจักรกลแย่งงานเป็นที่เรียบร้อย

1.คนขับแท็กซี่

                Google เปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับ (Self-driving Car)ในปี 2016 เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนและลดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ทั้งยังประกาศพร้อมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับภายใน 2-5 ปี ร้อนถึงผู้นำของตลาดนี้อย่าง Uber ที่ต้องเร่งโปรเจ็กต์เดียวกันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องยกธงให้สิงคโปร์ที่เปิดตัว ‘nuTonomy’ แท็กซี่ไร้คนขับเป็นประเทศแรกในโลกในปี 2016 และยังตั้งเป้าจะเปิดให้บริการ 100 คันภายในปี 2018 ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร รวมถึงลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

2.เภสัชกร

                UCSF Medical Center หนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำของอเมริกา พัฒนาหุ่นยนต์เภสัชกรเพื่อจัดเตรียมยาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน โดยการให้เภสัชกรตัวจริงสั่งยาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จากนั้นหุ่นยนต์จะเตรียมยาในปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนโดยพยาบาลจะใช้เครื่องยิงบาร์โค้ดที่ติดไว้ข้างเตียงผู้ป่วย เพื่อส่งข้อมูลไปให้จักรกลเภสัชกรรมจัดเตรียมยาสำหรับ 12 ชั่วโมงให้กับผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล สถิติเปิดเผยว่า หุ่นยนต์สามารถจัดเตรียมยากว่า 350,000 ชุดได้อย่างแม่นยำ พร้อมผสมยาให้ผู้ป่วยที่รักษาด้วยเคมีบำบัด ทั้งยังเตรียมยาไว้ในหลอดฉีดยาได้อีกด้วย

3.พนักงานขายสินค้าและแคชเชียร์

                 ด้วยความสะดวกสบายในการค้นหาข้อมูลของสินค้าด้วยตัวเอง ธนาคารชั้นนำของโลกจึงเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยเครื่อง ATM ที่สามารถขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วยระบบ Self-service ช่วยลดจำนวนพนักงานขายและลดต้นทุนในการจ้างงาน เช่นเดียวกับธุรกิจออนไลน์ที่ขายสินค้าโดยไม่ต้องจ้างคนขายอีกต่อไป ทั้งยังโอนเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที สถิติในปี 2010 ระบุว่าการขายสินค้าออนไลน์ทำรายได้สูงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตสูงขึ้นกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014 นั่นหมายถึงจำนวนพนักงานขายที่ลดลงอย่างน่าใจหายในอนาคต

4.พี่เลี้ยงเด็กและคนดูแลผู้สูงอายุ

                บริษัทชั้นนำอย่าง Aeon เปิดตัวหุ่นยนต์พี่เลี้ยงเด็กในปี 2008 โดยหุ่นยนต์จะเล่าเรื่องตลก เล่นเกมสนุกๆ และติดตามเด็กด้วยการใช้คลื่นวิทยุในการส่งสัญญาญ เช่นเดียวกับหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุฝีมือคนไทยอย่าง ‘ดินสอ’ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น ดินสอจะทำหน้าที่ดูแลและพูดคุยกับผู้สูงอายุไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว เตือนให้กินยา วัดความดันโลหิต จัดเก็บข้อมูลประวัติสุขภาพ นอกจากนี้หน้าจอที่เป็นใบหน้าของเด็กน้อยยังช่วยให้ลูกหลานมองเห็นผู้สูงอายุผ่านสมาร์ทโฟน และส่งสัญญาณเตือนไปยังมือถือหากท่านล้มหรือคลาดสายตาอีกด้วย

 

5.ผู้สื่อข่าวและนักข่าวกีฬา

                หลังจากที่ Northwestern University พัฒนาซอฟต์แวร์นักข่าวที่ชื่อ ‘Narrative Science’ ในปี 2010 ‘Big Ten Network’ ซึ่ง Fox Cable เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็ขอซื้อซอฟต์แวร์นี้ทันที เพื่อรายงานผลการแข่งขันเบสบอลและซอฟต์บอลแทนการจ้างนักข่าวภาคสนามด้วยค่าจ้างที่ถูกกว่า โดยหลังจบเกมส์เจ้าหน้าที่จะรายงานผลการแข่งขันผ่านทางอี-เมลล์ส่งให้ซอฟต์แวร์ประมวลผลและนำเสนอผลการแข่งขันภายในไม่กี่นาที รวมถึงอนาคตของสื่อใหม่ที่เริ่มมีการนำซอฟต์แวร์มาใช้ลดต้นทุนในการจ้างผู้สื่อข่าวภาคสนามมากขึ้น

6.เชฟและมิกโซโลจิสต์

                ขณะที่คนส่วนใหญ่อยากลิ้มลองอาหารของเชฟมิชลินสตาร์ แต่เชื่อเถอะว่า มีคนจำนวนมากที่อยากลองชิมอาหารที่ปรุงโดยฝีมือเชฟหุ่นยนต์อย่าง ‘Moley Robotics’ ที่ได้รับการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถศึกษาวิธีการปรุงอาหารทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ปรุงอาหารตามสูตรได้รวดเร็วทันใจ สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ และที่เด็ดสุดคือ มันสามารถลอกเลียนแบบวิธีการปรุงอาหารของเชฟมิชลินสตาร์ได้อย่างแม่นยำ เช่นเดียวกับสองหุ่นยนต์เสน่ห์แรงแห่งทะเลแคริบเบี้ยนอย่าง ‘Cue N1-C’ และ ‘B1-O’ ของ Bionic Bar บนเรือสุดหรู Royal Caribbean Quantum ที่สามารถมิกซ์ค็อกเทลกว่า 300 ชนิดได้อย่างแม่นยำไม่แพ้มิกโซโลจิสต์ระดับโลก

7.ศัลยแพทย์

                ด้วยความแม่นยำในการผ่าตัด ไม่มีความเครียดสะสมหรือความกดดันจากปัญหาต่างๆ ทำให้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotics Surgery) ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1985 หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตัวแรกชื่อ ‘Puma’ ที่ได้รับการพัฒนามาถึงปัจจุบันด้วยระบบ ‘Da Vinci’ สามารถทำการผ่าตัดได้แทบจะทุกอวัยวะของร่างกาย ควบคู่กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหวหลายทิศทางแบบ Aesop และ Zeus ช่วยให้การผ่าตัดส่องกล้องแม่นยำ มองเห็นภาพแบบสามมิติ และช่วยลดอาการมือสั่นจากความเมื่อยล้าของศัลยแพทย์ได้อีกด้วย

 

8.พนักงานบัญชี

                หุ่นยนต์นักบัญชีได้รับการบรรจุเป็นพนักงานใหม่ของหลายองค์กรชั้นนำในอเมริกาและยุโรปอย่าง Lexmark และ Basware ที่นำหุ่นยนต์มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความสามารถในการคำนวณตัวเลขที่แม่นยำตรวจสอบความถูกต้องของใบสั่งซื้อและใบแจ้งหนี้ รวมถึงตั้งค่าสถานะการชำระเงินได้อย่างรวดเร็วไม่มีพลาด ในอนาคตนักบัญชีจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวเป็นหุ่นยนต์นี่แหละ

9.ทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

                หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัวจักรกลไร้สายอัจฉริยะ ‘MAARS’ (Modular Advanced Armed Robotic System) ในปี 2008 สำหรับปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายในอิรักแทนมนุษย์ ควบคุมระยะไกลด้วย GPS ทั้งยังมีโปรแกรมให้ลุยในสมรภูมิเพลิงหรือช่วยเหลือทหารบาดเจ็บได้ กองทัพรัสเซียก็ไม่ยอมแพ้ ประกาศตัวเป็นผู้นำกองทัพไร้มนุษย์ ด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์รถถัง MP-300 พร้อมเผยว่า สงครามรูปแบบใหม่จะต่อสู้กันด้วยนวัตกรรมสุดล้ำแทนการใช้คนบุกทะลวงเข้าไปทุกสนาม นั่นหมายถึงเราอาจลดการสูญเสียญาติพี่น้องในสงคราม

                เช่นเดียวกับ รปภ.ที่มีหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยสุดล้ำ ‘Knightscope’s K5’ ประจำการในศูนย์การค้าหรือสถานที่สำคัญต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหุ่นยนต์จะปฏิบัติหน้าที่โดยเคลื่อนไหวไปรอบๆ ใช้หน้าจอมอนิเตอร์คอยสังเกตการณ์ และประมวลผลความผิดปกติอย่างพฤติกรรมที่ดูน่าสงสัยของมนุษย์ รวมถึงแจ้งเหตุในกรณีฉุกเฉิน เช่น เสียงกรีดร้องหรือเสียงกระจกแตก มันจะตรงเข้าไปรักษาความปลอดภัยและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที  

                แม้ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีอาจช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายและเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นก็ตาม แต่หากเราไม่พัฒนาศักยภาพของตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ อนาคตอาจโดนนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปเลยก็ได้

Facebook Comments