เรื่อง: Ape Art     ภาพ: อิทธิพล พนาสุภน

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มหน้าใสวัย 33 ปีคนนี้ ‘โน้ต’ วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่และเจเนอเรชั่นที่สองของกลุ่มบริษัท เรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด หากแต่เรากลับคุ้นเคยกับเขาจากข่าวคราวในหมวดบันเทิงผ่านเรื่องราวความรักกับนางเอกระดับแม่เหล็กถึงสองคนของเมืองไทย ถึงอย่างนั้นเรากลับแทบไม่ค่อยได้ฟังคำสัมภาษณ์เรื่องความรักจากเขาสักเท่าไหร่ นอกจากคำอธิบายสั้นๆ ในอินสตาแกรมของเขา

กระทั่งกลางปีที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้พบกับสามผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ของเครื่องดื่มแนว Functional Drinks ที่มาพร้อมนวัตกรรมเพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดีของคนรุ่นใหม่ ภายในงานเปิดตัวเครื่องดื่ม ‘Slin Drink’ หนึ่งในนั้นคือ ‘โน้ต’ วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท H2Flow จำกัด (ผู้ผลิต Slin Drink) และครั้งนั้นก็ไม่ใช่วันที่เขาจะพูดคุยเรื่องอื่นนอกจากธุรกิจ

หากแต่พรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์กลับเป็น ‘ปู’ ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้ นางเอกคนเดียวกับที่เพิ่งมีข่าวเลิกรากับเขาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า

หลายเดือนจากนั้นเราก็มีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ โน้ตสวมสูทผ้ากำมะหยี่สีดำนั่งตรงข้ามกับเราด้วยรอยยิ้ม ท่าทีเปิดเผยและเป็นกันเองของเขาทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย Slin Drink B-Ern วางอยู่ตรงหน้า เขาเชิญชวนให้เราลองชิมรสชาติของเครื่องดื่มที่เขาและหุ้นส่วนภูมิใจนำเสนอให้คนไทย

 

Part I : In The Business of Functional Drinks

“ผมมีโอกาสได้รู้จักกับคุณนริศ วิทยาวรากรณ์ (กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยยินตัน จำกัด) กับคุณแพน (ปฏิญญา เทวอักษร ที่ปรึกษาด้านการเงินและวางแผนด้านกลยุทธ์ให้กับหลายธุรกิจ) เมื่อประมาณ 4-5ปีก่อนตอนผมไปเข้าคอร์ส Young Entrepreneur Program คุณนริศมีนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพจากญี่ปุ่นมาแชร์ให้ผมฟังอยู่เสมอ ผมเลยสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกัน”

เขาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพูดถึงแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาและหุ้นส่วนกลายเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มน้องใหม่ในเมืองไทย

“จำได้ว่าตัวที่ผมชอบมากที่สุดคือ ‘สารไทลิโนไซด์’ สกัดจากโรซาไทลีนาหรือ ‘โรสฮิป’ ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย บวกกับเทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก และผมเชื่อว่าเทรนด์นี้ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่น ทำให้เราเริ่มมองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ แต่จะทำอย่างไรให้สารไทลิโนไซด์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเข้าถึงผู้บริโภคในเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว เห็นจะมีเครื่องดื่มเท่านั้นที่ตอบโจทย์มากที่สุด”

ท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนระอุของธุรกิจเครื่องดื่มที่ขับเคี่ยวกันอย่างหนักในท้องตลาด ทว่าบุคคลทั้งสามกลับตัดสินใจลงทุนเปิดบริษัทขึ้นในปี 2557 ด้วยเพราะเชื่อมั่นในความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อดูแลสุขภาพพร้อมกับค้นคว้าและพัฒนาเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลแนวใหม่อย่าง ‘Slimming Refreshment’ และลุกขึ้นมาประกาศตัวเป็นผู้นำด้านเครื่องดื่มในกลุ่มนี้เป็นเจ้าแรกของเมืองไทย

 

“เราโฟกัสไปที่กลุ่ม Functional Drinks เพราะงานวิจัยทางการตลาดของยุโรปบอกว่า ธุรกิจในกลุ่มนี้มี Market Size อยู่ที่ 4,300 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตร้อยละ 7.5 ภายใน 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตภายในสิบปีข้างหน้าถึงร้อยละ 35 บวกกับผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะเชื่อว่าคนไทยจะหันมาดูแลรูปร่างและสุขภาพกันมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ผู้หญิงเท่านั้น ดังนั้นเครื่องดื่มแนว Slimming Refreshment น่าจะตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะช่วยดูแลรูปร่างแล้ว ยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น

 

“สิ่งที่ทำให้ Slin Drink แตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด อยู่ที่การค้นหาสารสกัดระดับพรีเมียมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก มาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มรสชาติใหม่ของแบรนด์ อย่างการนำเข้าเบอร์รีจากโปแลนด์ องุ่นจากสเปน กาแฟจากโคลัมเบีย พรุนจากชิลี เราเลยวาง Positioning ของแบรนด์ให้เป็น Premium Mass โดยมีผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในสุขภาพ เลือกสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวเอง และยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้สินค้าที่มีประโชยน์และคุ้มค่าอย่างแท้จริง”

ในยุคที่คนเมืองส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในรูปร่างและสุขภาพอย่างจริงจัง Functional Drinks จึงนับเป็นเครื่องดื่มแนวใหม่ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปโดยปริยาย ปัจจุบัน Fuctional Drinks ที่วางขายในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Herbal Drinks (เครื่องดื่มสมุนไพร) Enriched Drinks (เครื่องดื่มผสมผลไม้หรือวิตามิน) Sport Drinks (เครื่องดื่มสำหรับคนออกกำลังกาย) และ Beauty Drinks (เครื่องดื่มเพื่อความงาม) รวมถึง ‘Slimming Refreshment’ ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ที่ทำให้การวางกลยุทธ์ทางการตลาดเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ

“กลยุทธ์ด้านการตลาดในช่วงแรกจึงเน้นที่การสร้างแบรนด์ สร้างความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค การสื่อสารหลักจึงมุ่งเน้น 4 ด้านคือ Online, On-Air, On Ground และ On Shelf โดยในส่วนของออนไลน์จะเน้นที่การให้ข้อมูลของส่วนผสมต่างๆ และประโยชน์ที่ได้รับต่อสุขภาพ ขณะที่ออน กราวนฺด์เน้นให้ผู้บริโภคได้ลองชิมมากถึง 200 จุดจำหน่ายภายในสองเดือนแรกที่วางขาย ส่วนออน เชลฟ์เน้นการจัดโปรโมชั่นเพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า จากที่เราจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการและจากการที่ให้กลุ่มตัวอย่างทดลองดื่ม กระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยครับ เพราะจุดเด่นอย่างแรกของเราอยู่ที่รสชาติความเข้มข้นแคลอรีไม่เกิน 40 แคลอรีเท่านั้น ตรงนี้จะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายระหว่าง 18-40 ปีได้ดีมากครับ”

เหตุนี้เองที่ทำให้ช่วงเวลาเกือบ 6 เดือนหลังการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการกลายเป็นช่วงที่โน้ตมีความสุข และทุ่มเทตารางชีวิตเกือบ 7 วันให้กับการทำงานอย่างจริงจัง

 

“7 วันของผมตารางค่อนข้างแน่นก็จริง แต่ผมสนุกกับงานในทุกๆ วันเลยครับ เพราะผมเอ็นจอยกับสิ่งที่ทำอยู่ ผมจะพยายามหาเวลาไปวิ่งในสวนสาธารณะให้บ่อยขึ้น เข้ายิมบ้าง แต่สถานที่พักผ่อนส่วนใหญ่ของผมจะเป็นร้านอาหารมากกว่า ก่อนหน้านี้ผมพยายามหาจุดลงตัวของชีวิตให้มากที่สุด ซึ่งเวลานี้ผมว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่ลงตัวสำหรับผมแล้ว ผมเองก็มีความสุขในทุกวันที่ไปทำงาน ผมมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับทีมงานและพาร์ตเนอร์ เพราะเราเน้นการสร้างออฟฟิศให้เป็น Positive Environment”

 

“ผมมองว่าคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกกันว่า Me Generation (Generation Y หรือ Millennials) เติบโตมาในแบบ Work-Life Balance ดังนั้นการจะทำให้ชีวิตการทำงานของเขามีความสุขได้ เราต้องทำให้เขารู้สึกถึงสมดุลระหว่างเรื่องงานกับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต เราจึงพยายามที่จะสร้างออฟฟิศให้เป็นที่ที่มีพลังในเชิงบวก เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงาน และเราสามคนก็มีไลฟ์สไตล์และมุมมองความคิดที่คล้ายกันว่า การทำงานที่ดีต้องเกิดจากความสมดุลในการใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กัน” 

ซึ่งคงทำให้บรรยากาศในการทำงานที่ H2Flow เป็นอีกหนึ่งออฟฟิศในฝันของคนรุ่นใหม่ แต่โน้ตกลับปฏิเสธว่า

“เราไม่ได้ทำงานกับคนรุ่นใหม่เท่านั้นครับ เรายังร่วมงานกับผู้ใหญ่ที่เป็น Senior Consultant เหมือนครูใหญ่ของพวกเรา ทำให้เรามีโอกาสได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ในการทำงานและประสบการณ์ชีวิต พวกเขาเข้าใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี และพรัอมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากการทำงานให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้บนพื้นฐานของสมดุล ที่มาจากพลังของคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับประสบการณ์และความรู้จากคนอีกเจเนอเรชั่น”

 

Part II : In The Family

สำหรับคนซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ถึงขนาดที่สื่อมวลชนตั้งฉายาว่าเป็น ‘ทายาทธุรกิจหมื่นล้าน’ อาจทำให้หลายคนจินตนาการไปถึงชีวิตที่สุขสบายราวกับคุณชายในซีรีส์เกาหลี ขณะที่หลายคนเติบโตมากับการวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ หรือเรียนรู้จากการไปทัศนศึกษาที่ท้องฟ้าจำลอง แต่ชีวิตในวันหยุดของโน้ต-บุตรชายคนสุดท้องของครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน คือการติดตามคุณพ่อ (วินัย รังษีสิงห์พิพัฒน์) ไปทัศนศึกษาที่โรงงานขนาดมหึมาของครอบครัว

“คุณพ่อคุณแม่พาผมไปศึกษางานในโรงงานตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นท่านยังไม่ได้สอนเราเรื่องธุรกิจมากนักแค่ให้ลงมือทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในไลน์การผลิตบ้าง กลายเป็นว่าผมได้ซึมซับวัฒนธรรมในการบริหารธุรกิจ และปลูกฝังให้ผมชอบด้านวิศวกรรมมาตั้งแต่นั้น ทั้งที่ตอนเด็กๆ ผมอาจจะยังไม่เข้าใจในมุมกว้างถึงเหตุผลที่คุณพ่อพาเราไปดูโรงงาน ตอนนั้นเข้าใจแค่ว่า นี่คือโรงงานที่คุณพ่อคุณแม่สร้างขึ้น”

ชีวิตที่เคยสุขสบายของโน้ตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อต้องเดินทางไปเรียนต่อโรงเรียนประจำที่ประเทศออสเตรเลีย

“ผมถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำตั้งแต่อายุ 11 ปี ทำให้ผมเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเองมีระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น ภายใต้กรอบที่โรงเรียนกำหนดไว้อย่างเข้มงวด จนกลายเป็นอุปนิสัยที่หล่อหลอมเรามาตั้งแต่นั้น หลังจากนั้นผมก็เลือกเรียนปริญญาตรีที่ University College London สาขา BEng Mechanical Engineering และเรียนต่อปริญญาโท MA in Business Management ที่ Kingston University London ประเทศอังกฤษครับ

 

“จริงๆ แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่เคร่งเครียดกับตำราเรียนอย่างเดียวหรอกครับ เพราะการเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวไม่พอ ผมเลยไปหาประสบการณ์นอกห้องเรียนด้วยตัวเอง ความที่เป็นคน Work Hard, Play Hard แล้วเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ประสบความสำเร็จได้แม้จะไม่ใช่คนเคร่งในตำรา ผมเลยมองว่าการที่เราบาลานซ์ชีวิตทั้งสองด้าน ระหว่างเรื่องเรียน งาน และการใช้ชีวิตได้ลงตัว จะทำให้เราได้บทเรียนที่อยู่นอกเหนือจากตำรา และทำให้เราเติบโตทางความคิดไปพร้อมๆ กัน”

 

หลังเรียนจบ โน้ตก็กลับมาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจเกี่ยวกับหลอดไฟและอุปกรณ์แสงสว่าง ในฐานะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจเรเซอร์การไฟฟ้า ร่วมกับพี่ชาย (น็อต-วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์) ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อด้าน MBA ที่ Imperial Collage London ในปีพ.ศ. 2556

“เป็นการเรียนพาร์ต-ไทม์เดือนละ 4-5 วัน ใช้เวลาเรียน 19 เดือน คือเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย พอเรียนจบผมก็เริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจ จนถึงวันที่ผมเริ่มต้นทำงานในฐานะนักธุรกิจ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตลอดจากครอบครัวและสังคมรอบข้างคือ การตัดสินใจที่เด็ดขาด ในฐานะผู้บริหารหน้าที่หลักอยู่ที่ ‘การตัดสินใจ’ เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจ และต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะค้นหาวิธีที่จะรับมือกับปัญหานั้นอย่างไรให้มันกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่อุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เราเดินไปข้างหน้า

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กคือ ความอดทนและความยุติธรรม คุณพ่อจะสอนให้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง สุดท้ายถ้าการตัดสินใจของเราผิดพลาด เราก็จะได้เรียนรู้จากผลของมัน ผมเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้หมด ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ ให้กลับมาแก้ที่ความคิดของเรา เพราะบางครั้งการแก้ปัญหาที่ดีอาจจะมาจากการเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราก็ได้”

Part III : In The Spotlight

หลายคนรู้จักชื่อเสียงของโน้ตจากข่าวคราวกับเซเลบฯ นางแบบ กระทั่งนางเอกระดับซุป’ตาร์มากกว่าหนึ่งคนของเมืองไทย ก่อนที่เราจะรู้จักเขาในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เมื่อแสงสปอตไลท์ของนักข่าวบันเทิงส่องสว่างไปที่เขา โน้ตเลือกที่จะเดินออกจากแสงสว่างจ้าที่ติดตามตัวเขาไปทุกที่ แล้วใช้ความเงียบแทนการตอบคำถามกับสื่อมวลชน เพราะเขาเลือกที่จะให้ผู้คนรับรู้คำตอบของเขาผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว

“เวลามีข่าวคราวเกี่ยวกับผม ผมเลือกที่จะเงียบครับ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าผมไม่ค่อยไปออกงานอีเวนต์เท่าไหร่ นอกจากเป็นงานของเพื่อนๆ แต่ถามว่าข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับผมมั้ย แน่นอนครับ ที่ผ่านมาผมไม่สามารถออกไปพูดอะไรได้มาก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมเข้าใจกลไกการทำงานของสื่อมากขึ้น และทำให้ผมมองเห็นมุมที่แตกต่างออกไปในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน”

หลังจากกลายเป็นคนในกระแสข่าวบันเทิงที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศต่างให้ความสนใจกับสถานะความรักของเขามาตลอดหลายปี โน้ตก็ค้นพบทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

 

“สุดท้ายแล้วผมพบว่า สิ่งที่คนอื่นพูดพาดพิงถึงตัวผมมักจะไม่ใช่เรื่องของผม บางทีการเงียบกลับกลายเป็นคนคิดว่าข่าวนั้นเป็นเรื่องจริงไปเลยก็มี แต่ผมก็ไม่อยากออกไปพูดอยู่ดีแหละครับ ดังนั้นผมเลยถือคติที่ว่า เรื่องที่คนอื่นพูดถึงเรามันไม่ใช่เรื่องของเรา อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเข้าใจกลไกในการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ในแง่มุมใดมุมหนึ่ง”

 

“ถึงอย่างนั้นผมก็อยากฝากถึงพี่ๆ ที่เขียนข่าวเกี่ยวกับตัวผมนะครับ ขอให้รู้ว่าเวลาคุณเขียนอะไรลงไปมันเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งได้เลย เข้าใจนะครับว่าเป็นงานของคุณ แต่อยากให้คำนึงถึงผลกระทบต่อหน้าที่การงาน และหลายสิ่งในชีวิตของคนๆ หนึ่งด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนรอบตัวต้องเข้าใจคนที่ตกเป็นกระแสข่าวด้วยครับ

“เอาง่ายๆ อย่างที่ผมเจอข่าวกับผู้หญิง เพื่อนๆ ที่รู้จักนิสัยของผมดีจะรู้เลยว่าข่าวนั้นจริงหรือไม่จริง แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับผม ผมเชื่อว่าอย่างน้อยเกินครึ่งต้องเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดเลยก็คือ ผมเองก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ บนโลกใบนี้ ที่ได้รับในสิ่งเดียวกันในเรื่องของความรัก เพราะความรักมีความเท่าเทียมกันเสมอไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามบนโลกใบนี้ ทุกวันนี้บทเรียนอย่างหนึ่งของผมจึงมาจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดที่เรามีต่อสิ่งนั้นเสมอ

“ถ้าเราคิดในแง่บวกอยู่กับปัจจุบันแล้ว เราจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำอย่างแท้จริงครับ”

Facebook Comments