เรื่อง : อูน

                รายงานประจำปีของโครงการร่วมเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือ UNAIDS ระบุว่า ในปี 2018 ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกเสียชีวิตไปแล้วราว 770,000 คน นับเป็นจำนวนที่ลดลงประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2010

                การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งหากใช้อย่างถูกต้อง สามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสได้ ในรายงานยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากกว่า 3 ใน 5 หรือ 23.3 ล้านคนจาก 37.9 ล้านคน นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยสำรวจกันมา

                รายงานของสหประชาชาติยังชี้ให้เห็นว่า มีฟันเฟืองในการต่อสู้กับโรคเอดส์ แม้ว่าผู้เสียชีวิตในแอฟริกาจะลดลงก็จริง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีกลับมีเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง เพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ หรือมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 ล้านคน รวมถึงรัสเซีย ยูเครน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคดังกล่าวอีกนับสิบประเทศ

                แม้กระทั่งในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และละตินอเมริกา จูนิลญา คาร์ลส์สัน (Gunilla Carlsson) ซีอีโอของ UNAIDS กล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะหยุดยั้งโรคเอดส์ แต่เราต้องให้ความสำคัญกับคนมากกว่าโรค นั่นคือต้องค้นหา ‘วิธีการตามสิทธิมนุษยชน’ เพื่อเข้าถึงผู้คน

                กลุ่มเสี่ยงขนาดใหญ่สุดสำหรับการติดเชื้อที่ระบุในรายงานคือ ผู้ติดยาเสพติด ชายรักร่วมเพศ คนข้ามเพศ ผู้ให้บริการทางเพศ และผู้ต้องขังในเรือนจำ อย่างไรก็ตาม รายงานของสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่า จำนวนครึ่งหนึ่งของทุกประเทศมีประชากรน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ที่สามารถเข้าถึงยาได้

จุดโฟกัสที่แอฟริกา

                แอฟริกาตะวันออก และแอฟริกาใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวีมากที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 20.6 ล้านคน อย่างไรก็ตามแอฟริกาใต้ก็ยังมีพัฒนาการรุดหน้า นั่นคือ ตั้งแต่ปี 2010 มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนผู้เสียชีวิตจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ลดลงในระดับเดียวกัน

                จากข้อมูลของ UNAIDS พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเมื่อปีกลาย 1.7 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2010 ถือว่าลดลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์ ปี 2018 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าแล้วรวม 37.9 ล้านคน และมีเพียงร้อยละ 60 เท่านั้นที่ได้รับยาต้านไวรัส

เอดส์ในเกาหลีเหนือ

                ระหว่างการประชุมเอดส์โลกครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในกรุงเปียงยาง ยังกล่าวด้วยความปีติว่า อย่างน้อยในมุมเล็กๆ ของโลกใบนี้ยังไม่ถูกกล้ำกลายโดยเชื้อเอชไอวี อีกทั้งยังสะท้อนด้วยว่า การยึดอำนาจการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จยังมีด้านดีอยู่บ้าง

                ทว่าคำกล่าวของเกาหลีเหนือนั้นกลับกลายเป็นเรื่องโกหก เมื่อทีมวิจัยจากเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกาไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศ และต้องการที่จะตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้ง ซึ่งก็พบข้อเท็จจริงว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเกาหลีเหนือเกือบ 8,400 ราย มีผู้ติดเชื้อรายแรกตั้งแต่ปี 1999 และตลอดหลายปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

                นิตยสาร Science เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่มีพื้นเพเป็นชาวเกาหลีตั้งแต่ปี 2013 ว่า ขณะที่พวกเขาทำงานวิจัยอยู่ในเกาหลีเหนือ ทีมนักวิจัยพบกรณีผู้ป่วยที่เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีในท้องถิ่นชนบท หลังจากนั้นพวกเขาจึงออกเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อสืบหาผู้ป่วย และพยายามทำความเข้าใจกับปัญหา

                นับตั้งแต่ปี 2015 ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของเกาหลีเหนือได้บันทึกการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระทั่งในเดือนกันยายน 2018 คณะกรรมการเอดส์แห่งชาติเกาหลีเหนือได้สรุปการสำรวจทั่วประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริจาคเลือดและผู้ใช้ยาเสพติด

ประเทศจีนก็คล้ายกัน

                เคยปรากฏเรื่องอื้อฉาวขึ้นในภาคกลางของจีนเมื่อปี 1990 เมื่อพบว่า ผู้บริจาคเลือดจำนวนกว่า 37,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในประเทศจีนเองก็ปฏิเสธการมีอยู่จริงของ ‘เอดส์’ สาเหตุเพียงเพราะความตระหนี่ ในการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในหมู่ผู้บริจาคเลือด

                สาเหตุคล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในเกาหลีเหนือ ที่กลไกการประกันคุณภาพและความปลอดภัยอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง มีการประเมินความดื่นดาษของโรคในเกาหลีเหนืออยู่ที่ 0.069 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างบางประเทศในแอฟริกาซึ่งมีอัตราตัวเลขสองหลักขึ้นไป ตอนแรกเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือได้ขอให้ทีมนักวิจัยเก็บงำเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีที่เพิ่มขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วเรื่องก็ถูกเปิดเผยออกมา เหตุเพราะความกลัวติดเชื้อของคนในรัฐบาลกลางเอง               

วัคซีนมหัศจรรย์ของประธานาธิบดีคิม

ปี 2015 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้นำเสนอวัคซีนมหัศจรรย์ ที่อ้างสรรพคุณว่าสามารถต่อต้านโรคร้ายจากเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Mers) อีโบลา และเอชไอวี สำนักข่าว KCNA ของรัฐบาลเคยรายงานในเวลานั้นว่า วัคซีนดังกล่าวประกอบด้วยสารที่มีประสิทธิภาพมากที่เรียกว่า ‘Kumdang-2’ สามารถใช้รักษาแม้กระทั่งวัณโรคและมะเร็ง วัคซีนมหัศจรรย์เป็นสารสกัดจากโสมและแร่ธาตุหายาก

                รายงานของนิตยสาร Science ระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังประสบปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีอย่างแท้จริงแล้ว ประธานาธิบดีคิมจ็องอึนเคยให้ข่าวว่า เกาหลีเหนือมีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยในประเทศเพียงสามแห่ง สำหรับการวิเคราะห์และตรวจหาเชื้อเอชไอวี และปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเกาหลีเหนือราว 3,000 รายเท่านั้นที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ARV) ซึ่งสาเหตุหลักที่เกาหลีเหนือขาดแคลนยาก็เพราะประเทศยังอยู่ในระหว่างการถูกนานาชาติคว่ำบาตรนั่นเอง               

วัณโรค การขาดสารอาหาร และการถูกคว่ำบาตรทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

                นอกจากอัตราผู้ป่วยวัณโรคในเกาหลีเหนือจะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาเพิ่มเติมเป็นปัญหาหนักขึ้นไปอีก รวมถึงผู้ป่วยจากการขาดสารอาหารที่มีอยู่ในประเทศ ทำให้การแพร่กระจายของวัณโรคและเอชไอวีทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

                ผู้เขียนบทความเผยแพร่ในนิตยสาร Science ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือในการต่อสู้กับเอชไอวีและเอดส์ ขณะเดียวกันก็ส่งคำเตือนไปถึงเกาหลีเหนือว่า ไม่ควรใช้มาตรการรุนแรงเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหา โดยการจำคุกหรือเนรเทศผู้ติดเชื้อ ที่หลายฝ่ายเห็นเค้าว่ารัฐบาลเกาหลีเหนืออาจเลือกทำอย่างนั้น

                มากกว่าการหาวิธียับยั้งโรคร้ายหรือเยียวยาผู้ป่วย

เครดิต: https://www.unaids.org/en

Facebook Comments