เรื่อง : บิสโตร / ภาพ : กิตติเดช เจริญพร

            จุดกำเนิดและการแจ้งเกิดของภัตตาคารอาหารไทยอย่าง “บลู เอเลเฟนต์” ค่อนข้างแตกต่างจากร้านอื่น ตรงที่ นูรอ โซะมณี สเต็ปเป้ และ คาร์ล สเต็ปเป้-สามี ลงทุนเปิดกิจการแรกที่กรุงบรัสเซลส์ ก่อนขยับขยายไปที่กรุงลอนดอน จนมีชื่อเสียงระดับสากลแล้วถึงกลับมาเปิดที่กรุงเทพฯ ในอาคารเก่าแก่ของหอการค้าไทย-จีน ซึ่งมีชื่อแต่เดิมว่า หอการค้าชิโน-สยาม ริมถนนสาทรใต้ ปัจจุบันจัดสรรพื้นที่เป็นทั้งภัตตาคารและโรงเรียนสอนทำอาหาร

              เชฟเจ้าของกิจการมีสายเลือดจากแม่ค้าข้าวแกง เรียนรู้และฝึกปรือเรื่องอาหารการครัวมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะอาหารไทย ซึ่งเธอเชี่ยวชาญชนิดหาตัวจับยาก และสิ่งที่เธอยึดมั่นมาตลอดตั้งแต่เปิดกิจการ “บลู เอเลเฟนต์” มาร่วม 37 ปีก็คือ ใช้รสชาติความอร่อยแบบอาหารไทยต้นตำรับ ฉะนั้น ความเผ็ดร้อน ความจัดจ้าน และความกลมกล่อมจึงครบครันแบบอาหารไทยแท้ในทุกเมนู

              วันนี้เรามีโอกาสได้มาลิ้มลองเมนูใหม่ของบลู เอเลเฟนต์ เริ่มจาก “พล่ากุ้งมังคุด” (Grilled River Prawns with Mangosteen) เมนูนี้มีบริการเฉพาะฤดูกาลมังคุด กุ้งแม่น้ำเผาตัวเขื่องนำมาคลุกเคล้ากับเนื้อมังคุด และน้ำยำ ได้กลิ่นหอมของมังคุดและน้ำพริกเผาในรสชาติเผ็ด

              “ต้มส้มขมิ้นปลาแซลมอน กับน้ำส้มลูกจาก” (Turmeric Salmon Soup) เสิร์ฟในหม้อไฟเซรามิก เมนูนี้ใช้ปลาแซลมอนที่มีความหนึบแน่นของเนื้อ มาต้มส้มโดยใช้น้ำส้มลูกจาก (หรือลูกชิด) อันเป็นสูตรดั้งเดิมจากนครศรีธรรมราช รับประทานเป็นซุปก่อนเมนคอร์ส

              “แกงตูมีปลากะพง” (Tumee Curry with Sea Bass) เมนูนี้มีความแขก และความปักษ์ใต้ เหตุเพราะเป็นแกงที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย ลักษณะคล้ายแกงส้ม แต่ต้องเคี่ยวเครื่องแกงกับน้ำมันก่อน จากนั้นปรุงรสให้ออกเปรี้ยว หวาน และเผ็ดเล็กน้อย แถบภาคใต้นิยมใช้ปลามง แต่ครัวบลู เอเลเฟนต์ที่นี่ใช้ปลากะพง รสชาติอร่อยไม่ต่างกัน

              “แกงปูใบชะพลู” (Crab Curry with Betel Leaves) เมนูนี้เสิร์ฟพร้อมกับเส้นหมี่ขาว และเป็นแกงปูใบชะพลูต้นตำรับของภูเก็ต ที่น้ำแกงออกเหลืองข้น เนื้อปูสดรสออกหวาน รสชาติโดยรวมกลมกล่อม ไม่เผ็ดจี๊ดเหมือนแกงใต้ทั่วไป ใครไปเยือนบลู เอเลเฟนต์ สาขาภูเก็ต ไม่ควรพลาดสั่งเมนูนี้เช่นกัน

              และอีกเมนู “น้ำพริกปลาชิงชัง” (Ching Chung Chili Relish) หรือปลาฉิ้งฉ้าง ที่ยามนี้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของท้องถิ่นแถบทะเลอันดามัน อาหารพื้นถิ่นภูเก็ตหลายๆ เมนูมักจะมีปลาฉิ้งฉ้างเป็นส่วนประกอบหลัก รวมถึงน้ำพริกปลาชิงชัง ของบลู เอเลเฟนต์ก็เช่นกัน ที่นำเอาปลาฉิ้งฉ้างแห้งแกะไส้ออกมาตำ คลุกกับกะปิ แล้วปรุงรส รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ และผักเหนาะก็สุดยอดแล้ว

              นอกเหนือจากอาหารจานอร่อยแล้ว ที่เราอยากแนะนำเพิ่มเติมคือ เฮาส์ไวน์ ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง ซึ่งผู้ผลิตไวน์ในฝรั่งเศสเบลนด์ให้กับบลู เอเลเฟนต์ทุกสาขาทั่วโลก

              ขอบอกตรงนี้ว่า ไวน์กับอาหารไทยสามารถจับคู่กันได้ อย่างไวน์ขาว Cuvee Royale Thaie จากท้องถิ่นอัลซาส พื้นที่ฝั่งตะวันออกสุดของฝรั่งเศส ติดชายแดนเยอรมนี เบลนด์องุ่นพันธุ์ Riesling กับ Pinot Blanc, Pinot Gris และ Gewuerztraminer จนได้รสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอม เข้ากันได้ดีกับรสชาติเผ็ด จัดจ้านของอาหารไทย

              ส่วนไวน์แดง Minervais จากท้องถิ่นโรน ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสนั้น ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบออร์แกนิก เบลนด์องุ่นสายพันธุ์ Grenache, Syrah และ Mourvedre เข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่หนักแน่น ทว่ามีความนุ่ม หอมหวานในตอนท้าย และที่สำคัญ ไวน์จะช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารอีกด้วย

ภัตตาคาร บลู เอเลเฟนต์
อาคารหอการค้าไทย-จีน ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ
เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.30-14.30 น. / มื้อเย็น 18.30-22.30 น.
โทร. (02) 673-9353-8
www.blueelephant.com           

Facebook Comments