เรื่อง: วิชญ์พล พลพิทักษ์ชัย

“บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยอยู่ในสายเลือด”

               คือประโยคสุดคลาสสิกตลอดกาลของ พินิจ งามพริ้ง (ปัจจุบันคือ พอลลีน งามพริ้ง) ที่ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจบอลไทยกันมากขึ้น

               จากกระแสของทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่บูมขึ้นมาในช่วงสองสามปีหลังมานี้ กับผลงานที่สามารถทะลุเข้าไปสู่ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสุดท้าย ได้อย่างน่าประทับใจ โดยฝีมือของกุนซืออย่าง ซิโก้ – เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แม้ว่าสุดท้ายปลายทางจะไม่ถึงฝั่งฝันในการไปบอลโลก แต่ก็ทำให้สนามที่เคยร้างราแฟนบอลกลับมาเต็มความจุของสนามได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าเป็นการจุดกระแสฟุตบอลไทยให้กลับมาอีกครั้ง

                และสิ่งที่เป็นเหมือนรากฐานในช่วยให้ทีมชาติไทยยกระดับและพัฒนาขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้ นั่นคือลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศอย่าง ‘ไทยลีก’ ที่เริ่มยกระดับมาตรฐานขึ้นมาในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทั้งมาตรฐานการจัดการของสโมสร เงินลงทุนที่มากขึ้น ความสามารถของนักเตะ การจัดการแข่งขัน และความทุ่มเทของแฟนบอลที่ช่วยสร้างสีสันให้วงการฟุตบอลไทยยังคงคึกคักอยู่เสมอ

               แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา กระแสของบอลนอกหรือฟุตบอลลีกของต่างประเทศจะได้รับความนิยมขนาดไหนสำหรับแฟนบอลชาวไทยก็ตาม แต่อยากให้ลองเปิดใจรับไทยลีกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดูสักครั้ง กับเหตุผลต่อไปนี้ที่ทำให้การชมฟุตบอลไทยลีกเป็นสิ่งที่ต้องห้ามพลาด

ยกระดับการจัดการ มาตรฐานระดับเอเชีย

               ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ไทยลีกมีการยกระดับการจัดการใหม่ด้วยการนำโมเดลมาจาก เจลีก หรือลีกฟุตบอลของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาปรับใช้ โดยใช้การจัดการในรูปแบบบริษัทในชื่อ บริษัท ไทยลีก จำกัด ที่ทำให้การบริหารจัดการทุกอย่างคล่องตัวมากขึ้น เห็นได้ตั้งแต่โลโก้ที่ปรับให้ดูทันสมัย การจัดการแข่งขันที่มีรูปแบบเป็นมาตรฐาน รวมไปถึงบทลงโทษต่างๆ ที่ชัดเจน โดยเฉพาะความเข้มงวดในเรื่องของ ‘คลับไลเซนซิ่ง’ หรือ ใบอนุญาตเพื่อยืนยันว่าสโมสรได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการจัดการ โดยมี AFC หรือสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียเป็นผู้ควบคุม นับเป็นปัญหาที่สโมสรในไทยประสบมาตลอด ซึ่งการได้มาซึ่งคลับไลเซนซิ่งก็ย่อมหมายถึงสโมสรนั้นๆ มีการจัดการที่เป็นมืออาชีพ ไล่มาตั้งแต่เรื่องภายในสนามอย่างสนามแข่งขันที่ได้มาตรฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าแฟนบอลจะได้รับความสะดวกสบายขณะชมเกมการแข่งขันอย่างแน่นอน นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องนอกสนามอย่างเรื่องการเงิน การตลาด และเรื่องกฎหมาย ที่ส่งผลต่อภาพรวมต่อภาพลักษณ์ของไทยลีกโดยตรง

               ส่วนการยกระดับที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือกรณีของผู้ตัดสินที่เป็นปัญหามาตลอดเช่นกัน โดยในฤดูกาล 2018 นี้มีการเพิ่มผู้ตัดสินที่ 5 และ 6 ให้มาทำหน้าที่หลังประตู รวมไปถึงการนำเทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) หรือเทคโนโลยี ที่ช่วยในการตัดสินจากภาพช้าภายในสนาม ลดข้อครหาจากการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในการแข่งขันนัดสำคัญอีกด้วย

หลายสโมสรทุ่มเงินมหาศาล ลุ้นแชมป์กันสนุกขึ้น

               ในอดีตนั้นภาพลักษณ์ของ ‘เจ้าบุญทุ่ม’ ของสโมสรในไทยลีกอาจไม่เห็นได้บ่อยนัก ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์มักตกเป็นของทีมใหญ่ๆ แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทำสโมสรฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล จึงทำให้นายทุนกระเป๋าหนักเข้ามาคลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้กันมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมของสโมสรหลายสโมสรที่ปรับเปลี่ยนจากทีมขนาดกลางไปสู่ทีมขนาดใหญ่ที่ใช้เงินในการบริหารจัดการในระดับร้อยล้านอย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด หรืออย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ใช้เม็ดเงินไปมากกว่า 300 ล้านบาท ยกระดับสู่ทีมใหญ่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยปรับปรุงตั้งแต่สนามแข่งขัน ไปจนถึงการทุ่มเงินซื้อนักเตะเกรดเอเข้ามาร่วมทีม เพื่อสร้างโอกาสลุ้นแชมป์ให้มากขึ้น

               ขณะเดียวกันสโมสรเล็กๆ ก็ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงในฤดูกาลนี้ ที่มีการลดจำนวนทีมให้เหลือ 16 ทีมจาก 18 ทีมในฤดูกาลหน้า เพื่อลดจำนวนนัดการแข่งขันที่มากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของทีมชาติ นั่นหมายความว่าต้องมีทีมที่ตกชั้นถึง 5 ทีม ทำให้ได้เห็นการแข่งขันในโซนท้ายตารางที่ดุเดือดมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จึงส่งผลชัดเจนต่อการแข่งขันในสนามที่ต้องสนุกและได้ลุ้นกันมากขึ้นอย่างแน่นอน

นักเตะฝีเท้าระดับสูง ความแกร่งไม่เป็นรองลีกไหน

              หนึ่งในปัจจัยที่จะสามารถดึงผู้ชมเข้ามาสู่สนามได้มากขึ้น คือนักเตะฝีเท้าระดับโลกที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาท้าทายบนสังเวียนไทยลีกกันแทบทุกฤดูกาล แม้ว่าระดับมาตรฐานของไทยลีกอาจจะเป็นรองเมื่อเทียบกับระดับเอเชียอย่าง เจลีก ของญี่ปุ่น หรือ ไชนีส ซูเปอร์ ลีก ของจีน แต่ไทยลีกก็ได้ชื่อว่าเป็นลีกที่เข้าขั้นโหดสำหรับนักเตะทุกคนไม่ว่าคุณจะฝีเท้าดีมาจากไหนก็ตาม ทั้งสภาพอากาศและการแข่งขันที่ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก ขณะเดียวกันการส่งออกนักเตะไประดับโลกของ 4 นักเตะไทยของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน ไปค้าแข้งยังเจลีก และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ไปสู่ลีกรองของเบลเยี่ยม ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงมาตรฐานของนักเตะสัญชาติไทยในไทยลีกที่ฝีเท้าพัฒนาไกลจากเดิมมาก

              โดยในฤดูกาลล่าสุดมีนักเตะต่างชาติที่น่าจับตาอย่าง อ่อง ธู นักเตะซูเปอร์สตาร์สัญชาติเมียนมาที่เคยผ่านเวทีฟุตบอลโลกระดับเยาวชนมาแล้ว ได้สวมเสื้อลงสนามให้กับ โปลิศเทโร เอฟซี ซึ่งสร้างกระแสให้แฟนบอลเมียนมาหันมาสนใจไทยลีกกันมากขึ้น หรือจะเป็นขาประจำอย่าง เคลตัน ซิลวา ตำนานของไทยลีกที่ทำประตูได้มากที่สุดตลอดกาลที่ 119 ประตู เพิ่งย้ายมาจาก เซี่ยงไฮ้ เซินซิน ในลีกรองของจีน กลับมาค้าแข้งในไทยลีกกับสีเสื้อของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด กระทั่งหัวหอกชาวมอนเตเนโกรอย่าง ดราแกน บอสโควิช ดาวซัลโวสูงสุดของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เจ้าของสถิติ 38 ประตู รวมทั้งการเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ยิงแฮททริก 6 ครั้งในลีก ทำเยอรมันเพอร์เฟคแฮททริก (ยิงด้วยเท้าซ้าย, ขวา, ศีรษะ) และยิง 5 ประตูในเกมเดียว คนแรกในประวัติศาสตร์ไทยลีก ซึ่งล่าสุดได้ย้ายซบการท่าเรือเป็นที่เรียบร้อย พร้อมรอสร้างสถิติใหม่ในฤดูกาลใหม่นี้

ท้องถิ่นนิยม อยู่ภาคไหนก็มีทีมเชียร์

              ความเป็นท้องถิ่นนิยม มักถูกยกเข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ไทยลีกได้รับความนิยมมากขึ้นอยู่เสมอ การสร้างทีมขึ้นจากความนิยมในท้องถิ่นอย่าง ชลบุรี เอฟซี ในอดีตที่สามารถสร้างฐานแฟนบอลจากคนทั้งจังหวัด ฐานแฟนบอลอันเหนียวแน่นของสโมสรการท่าเรือ หรือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เปลี่ยนจังหวัดบุรีรัมย์ให้กลายเป็นเมืองแห่งกีฬาฟุตบอล รวมถึงสร้างฐานแฟนบอลกระจายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งคงไม่มีสนามฟุตบอลแห่งไหนจะเต็มไปด้วยบรรยากาศการเชียร์ระดับโลกอย่าง ช้างอารีนา รังเหย้าของปราสาทสายฟ้าอีกแล้ว แม้ว่าจะสามารถชมการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดสดได้ แต่เชื่อเลยได้เลยว่าการได้ไปสัมผัสบรรยากาศในสนามย่อมแตกต่างกันอย่างเทียบไม่ติด

              ในอดีตที่ผ่านมา สโมสรในไทยลีกส่วนใหญ่มักจะกระจุกอยู่ตามหัวเมืองอย่างกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่การพัฒนาขึ้นมาของทีมขนาดเล็กจากต่างจังหวัดที่ก้าวไปสู่ทีมขนาดใหญ่ ทำให้พิกัดของสโมสรต่างๆ ถูกกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ อย่างทั่วถึงมากขึ้น ไล่มาตั้งแต่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง และกรุงเทพฯ​ ยังไม่นับลีกที่ต่ำลงไปอย่าง ไทยลีก 2, ไทยลีก 3, และไทยลีก 4 ที่ยังมีสโมสรระดับภูมิภาคอีกมากมาย ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนก็มีทีมให้เลือกเชียร์ทุกที่

              เหตุผลมากมายขนาดนี้ พร้อมให้ ‘ไทยลีก’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดบอลไทยแล้วหรือยัง ?

Facebook Comments