เรื่องและภาพ : ขาว-ดำ

                ‘ม่อน’ มีพื้นเพจากจังหวัดพิจิตร เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวพี่น้อง 2 คน สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี 2 ใบปริญญาโท 2 ใบ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ นั่นเพราะเขาไม่ค่อยเปิดเผย และเมื่อถาม เขาให้คำตอบว่า เขาภูมิใจกับการเรียนปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมากที่สุด

               “ความจริงเรื่องการเมืองที่เรียนกับชีวิตส่วนตัวเป็นคนละเรื่องกันเลยนะ แต่เพราะเรียนเศรษฐศาสตร์การเมืองทำให้ม่อนได้อ่านหนังสือเยอะขึ้น มันทำให้ม่อนเรียนรู้ทั้งในเรื่องเศรษฐศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรม แล้วเราสามารถนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้”

               

หมวกใบแรก: บรรณาธิการ Celeb Online – ท่ามกลางแสงไฟและสังคม

                ม่อนเรียนรู้งานหลากหลายตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา กระทั่งเรียนจบแล้วเขาก็ยังมีโอกาสได้สัมผัสความหลากหลายของงานอาชีพ ทั้งสื่อ พีอาร์ บริษัทโฆษณา สุดท้ายก็กลับเข้าสู่แวดวงสื่ออีกครั้ง ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ นับถึงปัจจุบันก็กว่า 13 ปีแล้ว

ม่อนก้าวมาถึงตำแหน่งบรรณาธิการ Celeb Online ได้อย่างไร

                ในช่วงที่ผู้จัดการปรับเปลี่ยนใหม่ มีแคมเปญ ‘ผู้จัดการเปลี่ยนไป’ บก.ให้ม่อนช่วยวางคอนเส็ปต์ของ Flash ซึ่งเป็นเล่มแทรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ม่อนเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือพิมพ์มีแต่เรื่องของผู้ชาย ก็เลยอยากเพิ่มในส่วนของผู้หญิงบ้าง เป็นการสัมภาษณ์ทายาทนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง ที่หลายคนไม่รู้ว่าเขามีความสนใจอย่างไรบ้าง มีความสามารถอย่างไรบ้าง และทำไมอายุยังน้อยแต่มีตำแหน่งการงานที่ดี ให้มันตรงตามชื่อ Flash

                 ทำเสร็จก็เสนอขึ้นไป ปรากฏว่าผู้บริหารโอ.เค. แล้วมอบหมายให้ม่อนทำ กลายเป็น บก.แบบไม่รู้ตัว ซึ่งตอนนั้นม่อนก็เป็นพนักงานในกองบรรณาธิการอยู่เลย พอทำไปเรื่อยๆ ม่อนก็เริ่มรู้ที่จะปรับเนื้อหา มีเรื่องแฟชั่นของผู้หญิงทำงานมากขึ้น และมีเรื่องไลฟ์สไตล์ หรือสกู๊ปแทรกลงไป

                ผู้จัดการเป็นบริษัทกลุ่มแรกๆ ที่พัฒนาในเรื่องของสื่อออนไลน์ เรามีเว็บไซต์เป็นรายแรกๆ ซึ่งตอนนั้นคนก็วิจารณ์ว่ามันจะเวิร์กเหรอ เนื้อหาข่าวในเว็บไซต์ก็เหมือนกับหนังสือพิมพ์ แต่สิบกว่าปีให้หลัง การที่ผู้จัดการอยู่รอดได้มันก็เป็นคำตอบ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของบริษัท มองเห็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า เทรนด์มันกำลังมาจากอเมริกา พฤติกรรมของคนจะต้องเปลี่ยน เหมือนปัจจุบันที่เราเห็นอยู่ว่าคนจะอ่านข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตกัน เขาก็เลยให้ม่อนพัฒนา Flash ขึ้นมาเพื่อทำเว็บไซต์

จาก Flash ก็เลยกลายมาเป็น Celeb Online

                คือคนในวงการตอนนั้นชอบใช้คำว่า “ไฮโซฯ” แต่ม่อนไม่ชอบคำนี้ คำว่าไฮโซฯ มันดู…อย่างไรละ บางคนเขาไม่ใช่ไฮโซฯ น่ะ เวลาไปสัมภาษณ์เขาแล้วไปเรียกเขาอย่างนั้น เขาก็รู้สึกกระดากปาก เขาไม่ใช่ไฮโซฯ นะ เป็นแค่คนทำงานธรรมดา เพียงแต่ว่ามีนามสกุลดัง ตอนหลังเริ่มมีคำว่า “เซเลบฯ” ขึ้นมา ม่อนเห็นว่ามันเข้าท่าดี ก็เลยใช้ชื่อนี้ และความที่มันเป็นสื่อทางอินเตอร์เน็ต ก็เลยใช้ชื่อว่า Celeb Online

ตอนเริ่มยังเป็นเล่มแทรกเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปออนไลน์เลย

                หลังจากเปลี่ยนชื่อแล้ว เล่มแทรกเราก็ยังมีอยู่ พร้อมๆ กับพัฒนาเว็บไซต์ควบคู่กันมา เล่มแทรกในผู้จัดการรายสัปดาห์เป็น Celeb Online Magazine ส่วนในเว็บไซต์ก็เป็น Celeb Online เพื่อชื่อมันจะได้คล้องจอง และคนจำได้

                สิ่งที่เอ็มดีบริษัท (จิตตนาถ ลิ้มทองกุล) ต้องการก็คือ เราสร้างแบรนด์ขึ้นมา เพื่อให้คนรู้จักและจดจำแบรนด์ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแมกกาซีนก็แล้วแต่ มันคือ Celeb Online

คอนเส็ปต์ของเล่มเปลี่ยนไปด้วยไหม

                คอนเส็ปต์เปลี่ยนไปตรงที่ว่า ตัวแมกกาซีนเวลาที่ทำ เราจะมองไปให้ไกล เพราะเรื่องราวที่ทำมันต้องล่วงหน้า แต่ในส่วนของออนไลน์ เราต้องมองระหว่างเว็บไซต์กับแมกกาซีน ทุกอย่างจะต้องเร็ว ปัจจุบันทันด่วน

                ในแมกกาซีนเราต้องมีสกู๊ป หรือเรื่องของบุคคล ซึ่งอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมาก เรายังคงคอนเส็ปต์เดิมคือสัมภาษณ์คนใหม่ๆ เซเลบฯ หน้าใหม่ๆ หรือคนรุ่นใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนปกที่เป็นสัมภาษณ์ใหญ่ เราจะเน้นคนที่มีบทบาทในสังคม ทำงานเพื่อการกุศล มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี หรือว่าเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ แต่คอลัมน์อื่นๆ เป็นเรื่องอะไรที่เร็วขึ้น มีสกู๊ปที่สะท้อนสังคม เห็นชัดขึ้น ไม่อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าเรื่องมันเก่า เอาต์ไปแล้ว แต่เรื่องหลายๆ เรื่องมันต้องเชื่อมโยงกันระหว่างเว็บไซต์กับแมกกาซีน

                ส่วนเว็บไซต์เราพยายามอัพทุกวัน เพราะว่าคนต้องการอ่านอะไรที่มันเร็ว อย่างงานอีเวนต์ที่จัดวันนี้ ถ้าเป็นไปได้เย็นนี้หรือตอนค่ำคนก็อยากรู้อยากเห็นแล้ว ไม่ใช่ผ่านไปแล้วสองวัน

ม่อนรู้สึกอย่างไรกับแวดวงเซเลบฯ ที่ตัวเองคลุกคลีอยู่หลายปี

                ความจริง ถ้าพูดในแง่ของสิ่งที่ได้รับและจากการได้สัมภาษณ์เขา ม่อนว่าเราได้แง่คิดเยอะนะ เพราะว่าหลายๆ คนเริ่มมาจุดเล็กๆ ที่บางทีเราไม่เคยเห็นค่ามาก่อน บางคนที่เราเห็นขับรถซูเปอร์คาร์หรู มีบ้านหลังใหญ่ หรือมีชื่อเสียงในสังคม บางทีเราเห็นแค่นั้น แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ เขาทำงานหนักมาขนาดไหน เราสามารถนำเอาแง่คิดของเขามาใช้กับตัวเราเองได้ด้วย

รู้สึกไหมว่าการเป็นบรรณาธิการสื่อที่เกี่ยวกับเซเลบฯ ไฮโซฯ หรือคนดังมีส่วนทำให้ตัวเองดูคล้ายเป็นคนมีอิทธิพล

                สำหรับม่อนแล้วไม่นะ ตั้งแต่ม่อนทำงานสื่อมา ไม่เคยมีมุมนั้นเลย ม่อนคิดอย่างเดียวว่างานคืองาน นี่คืองานของเรา เรานำเสนอสิ่งที่ดี มีประโยชน์ของบุคคลนั้นๆ มาเผยแผ่ให้คนอื่นได้อ่าน เพื่อยึดเป็นแนวทางหรือเป็นแบบอย่าง อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการในการทำงานนะ

                ส่วนเรื่องส่วนตัว ม่อนมองว่าการที่เรามีตำแหน่งตรงนี้ โอ.เค. มันอาจจะมีสิ่งอื่นตามมา แต่ด้วยความที่งานเยอะหรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ) มันเลยทำให้เราไม่มีเวลาไปคิดถึงตรงนั้น ว่าฉันเป็น บก.นะ ฉันรู้จักคนนั้นคนนี้ ฉันมีอะไรแล้วจะโทร.หาคนนี้ ฉันจะฟ้องคนนั้น…ไม่เคยคิดเลย ม่อนยังรู้สึกเหมือนม่อนเพิ่งเริ่มทำงานอยู่ ไม่ได้เหนือกว่าใคร หรือมีอิทธิพล เขาต้องมาพึ่งเรา ต้องกลัวเรา ไม่มี

ในส่วนคอลัมน์ซุบซิบ Celeb Online มีขอบเขตการนำเสนอแค่ไหน

                คือในการนำเสนอข่าว สิ่งแรกที่ม่อนให้นโยบายหรือเวลาคุยกับน้องๆ ในทีม ทุกอย่างจะต้องเป็น Fact ทุกอย่างจะต้องเป็นความจริง บางเรื่องบางประเด็นเราไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นความจริงทั้งหมด ทุกครั้งที่ทีมงานเสนอประเด็นเรื่องราวใหม่ๆ บางทีม่อนเอง ซึ่งทำงานหลายอย่างมาก ม่อนเลยไม่รู้ทุกเรื่อง ก็เลยต้องให้น้องๆ ทีมงานทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตาในการสอดส่องหาข้อมูล ในทีนี้หมายถึงพวกน้องๆ ก็ต้องมีคอนเน็กชั่นเพื่อตรวจสอบข้อมูลด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องที่เรานำเสนอนั้นเป็นข้อมูลความจริง

                บางครั้งอาจจะมีคนอ่านหรือตีความว่าบางข่าวไม่ใช่ ไม่จริง ตรงนั้นเราไม่ทราบ แต่ความจริงที่เราได้มามันเป็นอย่างนั้น อีกอย่างม่อนมองว่า กอสสิปคือกอสสิป ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่เรียกว่ากอสสิป ถ้าเกิดว่ามันเป็นข่าวจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

เคยพลาดบ้างไหม

                ไม่เคยพลาดในเรื่องของ Fact นะ แต่เคยพลาดในเรื่องของการนำเสนอคอนเทนต์ที่ทำให้เขาไม่แฮปปี้ในสิ่งที่เรานำเสนอ แต่เรานำเสนอไปแล้ว เช่น เขาพูดให้สัมภาษณ์ไปแล้ว แต่บางอย่างมันมีผลกระทบ โดยเขาไม่รู้มาก่อนว่าสิ่งที่พูดไปจะส่งผลกระทบในภายหลัง ซึ่งในกรณีแบบนั้นเราก็ยินดีแก้คอนเทนต์ให้นะ ถ้าลงในเว็บไซต์ก็สามารถจัดการได้เลย แต่ถ้าตีพิมพ์ในแมกกาซีน เราก็ต้องทำหนังสือขอโทษไป หรือโทรศัพท์เคลียร์กันเลย ม่อนอยากทำงานแบบสบายใจน่ะ อะไรที่เราช่วยแก้ปัญหาได้ก็จะทำ

ม่อนมีความสุขกับการเป็นบรรณาธิการ Celeb Online ไหม

                ม่อนไม่ได้มีความสุขกับตำแหน่งนะ ตำแหน่ง บก.ม่อนว่ามันเป็นบทบาทมากกว่า ในมุมมองของม่อนนะ มันเป็นบทบาทความรับผิดชอบสิ่งที่เราได้รับมอบหมายให้ทำมากกว่า แต่ความสุขที่ได้กลับมายังเหมือนเดิม คือ เรารักในงานเขียน รักในเนื้อหาที่เรานำเสนอ เรารักในงานอาชีพ และรักในคนที่เราได้รู้จัก บางทีนั่งอยู่ก็นึกภูมิใจนะที่ได้รู้จักคนนั้นคนนี้ แต่ไม่ได้ไปบอกคนอื่นนะว่าเรารู้จักเขา เรามีความสุขกับตัวเอง กับงานที่ตัวเองทำมากกว่า

                อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความสุขที่เราได้เป็นคนกลางสำหรับใครหลายคนหลายอาชีพ ในการก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของเขา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์บิวตี้ หรือแฟชั่น เขาได้ประโยชน์จากนำเสนอเรื่องราวของเรา ทำให้สินค้าของเขาขายดีขึ้น ซึ่งเราก็ดีใจ

เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านๆ มามีผลกระทบต่อ Celeb Online บ้างหรือเปล่า

                อืมม์…มีนิดหนึ่ง คือจะมีบางคนที่เรารู้จัก แต่เขาอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเขาไม่อยากให้สัมภาษณ์ เพราะเกรงว่าจะถูกตีความผิดไป เหมือนกับว่าเธออยู่ฝั่งโน้น ทำไมเธอไปให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกฝั่ง เขาไม่อยากให้รู้สึกเป็นความขัดแย้งขึ้นมา อะไรแบบนี้ แต่อย่างอื่นไม่มีนะ

หมวกใบที่สอง: มาดามมอนทัวร์  หญิงนักเที่ยวแบบลุยเดี่ยว

               เว็บไซต์ madamemontour.com เกิดขึ้นมาราว 2 ปี พร้อมเว็บเพจ: มาดามมอนทัวร์/บินเดี่ยวเที่ยวทั่วโลก แม้ไม่ได้ถึงขั้นประสบความสำเร็จ แต่สำหรับม่อนแล้ว ถือว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ความสุขกับการได้บันทึกเรื่องราวหลังจากการเดินทาง ไปใช้ชีวิตในอีกโลกหนึ่งที่กว้างขึ้น

ทำไมถึงชอบเดินทาง และทำไมชอบเดินทางคนเดียว

                ม่อนว่าแต่ละประเทศมีผู้คน วัฒนธรรมไม่เหมือนกันเลย ซึ่งการที่เราได้ไปเห็นได้ไปสัมผัสจริงๆ เราสามารถนำกลับมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ แล้วประเทศที่ม่อนเลือกไป ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เราไม่สามารถหาอ่านได้ทั่วไป อย่างเช่น คิวบา อิหร่าน จอร์แดน หรือตุรกี อะไรแบบนั้น มีหลายประเทศที่ตัวม่อนเองไม่เคยรู้จักมาก่อน ม่อนก็อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ก็เลยอยากลองไปดู นั่นเลยเป็นที่มาของการเดินทางไปเที่ยวคนเดียว เพราะเพื่อนๆ ไม่ชอบเที่ยวแนวนี้กับเรา

                บางคนคิดว่าม่อนทำงานแบบนี้ จะต้องชอบเที่ยวหรูหรา ไฮโซฯ กินดีอยู่แพง ซึ่งไม่ใช่เลย ม่อนเป็นคนจากต่างจังหวัด สามารถกินที่ไหนก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ กินกับชาวบ้านได้ นอนกระท่อมปลายนาได้ ม่อนเลยเลือกเที่ยวที่มัน Local จริงๆ ได้ไปสัมผัสชีวิตจริงๆ ของแต่ละประเทศ ไปเห็นว่าเขากินอยู่อย่างไร คนท้องถิ่นคิดอะไรอย่างไร จะได้เจอคนขับแท็กซี่ว่าเหมือนบ้านเราไหม เดินบนท้องถนนจะปลอดภัยหรือเปล่า การไปเที่ยวคนเดียวมันทำให้เราได้รู้ ได้สัมผัส ได้รู้จักวิธีป้องกันตัว

ซึ่งเป็นอีกบุคลิกหนึ่งของม่อน

                ใช่ๆ มันเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง อีกไลฟ์สไตล์หนึ่งของม่อน ที่พยายามสะท้อนออกมา ถ้าเข้าไปอ่านจะสังเกตเห็นว่า ไลฟ์สไตล์ของม่อนเวลาไปเที่ยว จะไม่ใช่ประเภท 10 แหล่งท่องเที่ยวที่คนทั้งโลกต้องไป แต่เป็นการไปดูวิถีชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ มากกว่า แล้วเพจของม่อนก็ไม่ได้หวังว่าจะมีคนติดตามมากมาย คือทำเพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง และด้วยความที่ปัจจุบันมันเป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถใช้แทนการเขียนไดอารีได้ นี่เราสามารถอัพรูปสร้างเป็นโฟโตสตอรีได้เลย

                อีกอย่าง ม่อนค่อนข้างละเอียดกับการให้ข้อมูลเรื่องการเดินทาง เพราะตัวเองเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ไม่ค่อยมีคนไป ม่อนหาแทบไม่เจอเลย บางประเทศเช่นบัลแกเรีย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ทั้งๆ ที่ประเทศเล็กกว่าโรมาเนีย แต่ประเทศโรมาเนียไม่มี ต้องนั่งรถบัสเข้าเมือง อะไรแบบนี้ ซึ่งเราไม่รู้มาก่อน และไม่ค่อยมีใครเขียนถึง แม้กระทั่งบลอกเกอร์ในไทยก็ไม่เขียนถึง

มาดามม่อนมีบุคลิกอย่างไร

                จริงๆ ชื่อ ‘madamemontour’ มันคือคาแรกเตอร์ของม่อนนะ ไม่ใช่ตัวตนของม่อน เพราะว่าเป็นชื่อผู้หญิง ในนั้นเราคือคาแรกเตอร์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อม่อน ที่ชอบไปเที่ยวคนเดียว (ยิ้ม)

เรื่องเที่ยวก็เลยมีเรื่องของผู้ชายด้วย

                คือ…ด้วยความที่ม่อนเป็นเกย์ จะว่าไม่เปิดเผยตัวตนก็ไม่เชิง ใครเห็นก็จะรู้ เวลาไปบางประเทศม่อนก็แต่งตัวสไตล์ของตัวเอง แต่บางทีม่อนก็ไม่รู้ว่า culture ของประเทศนั้นเขาจะชอบหรือเปล่า หรือเขาอาจจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถแสดงออกในประเทศของเขาได้ แต่พอมาเจอม่อน หลายคนก็อยากเข้ามาคุยด้วยนะ (ยิ้ม) บางคนเข้ามาขอถ่ายรูปเลย

มาดามมอนทัวร์ไม่กลัวที่จะแสดงออกอย่างนั้นใช่ไหม

                ม่อนไม่กลัว แต่ม่อนก็ไม่ถึงแต่งเป็นผู้หญิงนะ อย่างในประเทศมุสลิมงี้ เราก็ต้องรู้เบื้องต้นก่อนว่าเราไม่ควรทำอะไรที่มากเกินไป เอาแค่พอดีพองาม เท่าที่ผ่านมาหลายประเทศ พอเขารู้ว่าเราเป็นอะไร เขาก็ไม่รังเกียจนะ เคยพูดคุยกับบางคน เขาบอกว่าประเทศเราดีนะที่มีอย่างนี้ด้วย ในขณะที่ประเทศของเขาทำไม่ได้ ส่วนใหญ่ยอมรับได้นะ ทั้งๆ ที่บางประเทศเคร่งศาสนามาก

                ส่วนตัวม่อนชอบไปประเทศตะวันออกกลาง เป็นอันดับหนึ่งในใจของม่อนเลยนะ ม่อนมองว่าประเทศเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของแหล่งอารยธรรมโลก เราก็จะรู้เบื้องต้นว่าประเทศเหล่านี้เขามี culture อย่างไร ม่อนคิดว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศเหล่านี้ จริงๆ เขาก็มีความอะลุ่มอล่วยเหมือนกัน

                โดยธรรมชาติของมนุษย์ ม่อนว่าทั่วโลกมีคนรักร่วมเพศหรือเกย์อยู่แล้ว ทุกประเทศมีหมด อย่างประเทศมุสลิม คนมองว่าไม่มีเกย์ ซึ่งไม่ใช่ เพียงแต่จะแสดงออกมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

เท่าที่เคยเดินทางมา ที่ไหน ‘เริดสุด’ สำหรับมาดามมอนทัวร์

                ถ้าในเรื่องของผู้คน ม่อนยกให้เนปาลเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองอิหร่าน และอันดับสามบัลแกเรีย ประเทศเหล่านี้ม่อนว่าบางครั้งเหมือนอยู่นอกสายตานะ หรือบางทีเราอาจจะถูกประเทศตะวันตกโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นเป็นอีกด้านหนึ่งที่ไม่ดี น่ากลัว แต่จริงๆ ประเทศเหล่านี้คนเขามีความสุขนะ และมีความภูมิใจในตัวเองมาก ภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่

                อย่างที่อิหร่าน ตกเย็นคนเขาไม่ได้ไปนั่งตามบาร์ กินดื่มเหมือนคนตะวันตก แต่เขาไปนั่งปูเสื่อในสวนสาธารณะกับคนในครอบครัว หรือคิวบา ซึ่งเป็นประเทศปิด อาจไม่เจริญเทียบเท่าประเทศตะวันตก แต่คนเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญหรือสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสุขของคน

ที่ไหน น่ากลัวสุด

                อันดับหนึ่งเลยคือบราซิล น่ากลัวมากๆ สอง-ปารีส (ฝรั่งเศส) และสาม-ลอนดอน (อังกฤษ)

                อย่างที่บราซิล ทุกโรงแรมจะมีประกาศเลยว่า อย่าพยายามออกไปนอกโรงแรมหลังหนึ่งทุ่ม เพราะว่าอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับคุณได้ ประเทศนี้ไม่ฆ่านักท่องเที่ยวนะ แต่จะปล้น ปล้นทุกอย่าง พนักงานโรงแรมที่นั่นเคยเล่าให้ฟังว่า มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเดินกลับโรงแรมมาเหลือกางเกงในตัวเดียว เพราะโดนปล้นหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นที่ที่ไม่ค่อยปลอดภัย แต่ม่อนก็สามารถเที่ยวได้นะ ในเมื่อรู้แล้วว่ามันน่ากลัว เราก็ไม่ต้องใส่แอ็กเซสซอรีส์เสียเต็มตัว แต่งตัวให้มิดชิด ไม่ต้องติดข้าวของสำคัญออกไป ม่อนเคยคลุมผ้าปิดไปครึ่งหน้า เดินไปแบบไม่มีใครสนใจ เพราะโจรเองก็คงไม่รู้ว่าเราเป็นใคร

                ส่วนปารีสกับลอนดอน ม่อนว่าเป็นเพราะมันเป็นเมืองที่เจริญ ก็เลยเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นแหล่งรวมของอาชญากรรมด้วย ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่ที่น่ากลัวและไม่น่าอยู่ ยิ่งตอนนี้ตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้ายด้วย ม่อนมองว่ามันยิ่งน่ากลัว

ที่ไหน ฟินสุด

                อันนี้ถามเรื่องอย่างว่าเลยใช่ไหม (หัวเราะ) คิดว่าประเทศมุสลิม คือม่อนอาจจะไม่ใช่เป็นคนที่อะไรละ…ไม่ขาดแคลน แต่อาจจะชอบคนที่คุยสนุก ถูกใจ ถูกจริต คนในประเทศเหล่านี้ค่อนข้างมีความดิบนะ ยังไงก็ได้ ไม่ค่อยยึดติด แล้วก็กินง่ายอยู่ง่าย สามารถคบกับใครก็ได้จริงๆ เขาไม่ยึดติดว่าจะต้องคบกับผู้หญิงอย่างเดียวนะ อยู่สบาย มีความสุขเขาก็โอ.เค. คบได้ก็คบ

                อีกอย่างอาจเพราะกฎหมาย ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกปิดกั้นในเรื่องเพศ เรื่องการใช้ชีวิตคู่ว่า จะมีอะไรกันก่อนแต่งงานไม่ได้ ก็เป็นความเก็บกดอย่างหนึ่งเหมือนกัน การที่มาเจอเรา โดยที่เราเป็นแบบนี้ด้วย เขาก็คงรู้สึกสบายใจที่จะมาคบหรือมีอะไรกับเรา แต่เราก็เลือกบ้างนะ (หัวเราะ) เฉพาะสไตล์ที่เราชอบ

                แต่บอกเลยว่า ทุกครั้งที่ไปประเทศเหล่านี้ม่อนไม่ได้ไปเพื่อสิ่งนี้สิ่งแรกนะ

ที่ไหนที่จะไปทริปต่อไปของมาดามม่อน

                อิสราเอล ตอนนี้อยากไปมาก เพราะที่นั่นคือต้นกำเนิดของทุกสิ่งในโลกเลยก็ว่าได้ ทั้งวัฒนธรรม ศาสนา เป็นสถานที่น่าสนใจ

Facebook Comments